ทำไมถึงเป็นข่าวดี ! เจาะ 5 เหตุผลกรณี เมสซี่-โรนัลโด้ ชวดบัลลงดอร์

59

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคมนี้ จะมีการประกาศรางวัลบัลลงดอร์ หรือบอลทองคำ โดยมีข่าวเล็ดลอดออกมาอย่างต่อเนื่องจากในปี 2018 จะเกิดการเปลี่ยแปลงครั้งสำคัญเพราะ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ กับ ลิโอเนล เมสซี่ จะไม่ได้ขึ้นไปโอบอุ้มรางวัลทรงเกียรตินี้

ทั้งสองคนผลัดกันครอบครองบอลทองคำคนละ 5 สมัยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แม้ว่าในบางทีพวกเขาไม่น่าจะได้รับรางวัลนี้ อย่างไรก็ตามตอนนี้ดูเหมือนว่าถึงช่วงเวลาผลัดเปลี่ยนแล้ว และเข้าสู่ยุคใหม่ซึ่งทำให้นักเตะอีกหลายคนมีความหวังที่จะได้รับรางวัลดังกล่าว

แน่นอนว่ากระแสข่าวตอนนี้ชี้เป้าไปที่ ลูก้า โมดริช ที่เป็นตัวเต็งคว้าบัลลงดอร์ และถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นจริงๆ ก็จะเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2007 ที่มีนักเตะคนอื่นซึ่งไม่ใช่ เมสซี่ กับ โรนัลโด้ คว้าบอลทองคำไปนอนกอดที่บ้าน ฉะนั้นหากเป็นเรื่องจริงคงถือเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับยุคใหม่ของวงการลูกหนัง

5. เริ่มต้นยุคใหม่
ทุกสิ่งทุกอย่างต้องมีจุดเริ่มต้นและสิ้นสุด โดยยุคสมัยของ กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ และ กัปตันทีมชาติโปรตุเกส กำลังจะถึงคราวล่มสลาย ซึ่งมันอาจจะเป็นข่าวร้ายสำหรับทั้งสองคน แต่ก็ถือเป็นข่าวดีสำหรับนักเตะคนอื่นๆ ที่โลดแล่นอยู่บนถนนสายลูกหนัง

ต้องยอมรับว่าวงการฟุตบอลของโลกใบนี้จะเข้าสู่การเปลี่ยนถ่ายยุคใหม่เมื่อ เมสซี่ กับ โรนัลโด้ จะไม่ได้ครอบครองความสำเร็จส่วนตัวอีกต่อไปแล้ว ลองคิดดูตอนนี้ “ซีอาร์ 7” อายุอานามปากเข้าไป 33 ปี ขณะที่ หัวหอก “เจ้าบุญทุ่ม” บาร์เซโลน่า อายุ 31 ปี นั่นหมายความว่าแทบเป็นไปไม่ได้เลยสำหรับพวกเขาที่จะครองความยิ่งใหญ่ในช่วงเวลาต่อจากนี้

ทั้งสองคนแบ่งกันโอบอุ้มรางวัลบัลลงดอร์ หรือบอลทองคำ มาตลอดช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (รวมถึงสมัยตอนที่ใช่ชื่อว่า ฟีฟ่า บัลลงดอร์) โดยผลัดกันเชยชมกันคนละ 5 สมัย แต่ในปีนี้มีแนวโน้มสูงมากๆ ว่าผู้ที่จะได้รับรางวัลทรงเกียรตินี้จะไม่ใช่พวกเขาแน่นอน

ทำไมถึงเป็นข่าวดี ! เจาะ 5 เหตุผลกรณี เมสซี่-โรนัลโด้ ชวดบัลลงดอร์

4. นักเตะคนอื่นเริ่มมีความหวัง
“ความหวังเป็นสิ่งที่ดี อาจจะเป็นสิ่งที่สุดของมนุษย์ และสิ่งที่ดีจะไม่มีวันตาย จึงอย่าไปกลัวที่จะมีความหวัง” นี่คือประโยคเด็ดจากภาพยนตร์สุดฮอต “The Shawshank Redemption” สุดท้ายแล้วความหวังเป็นสิ่งที่มีค่า และทุกๆ คนอย่างได้หมดหวัง

ในช่วง 1 ทศวรรษที่ผ่านมา มันอาจจะดูเหมือนกับหมดสิ้นซึ่งความหวังสำหรับนักเตะหลายๆ คน และจะไปตำหนิ เมสซี่ กับ โรนัลโด้ ได้ไหมล่ะ ? ลองยอ้นไปในปี 2010 เวสลี่ย์ สไนเดอร์ คว้าทริปเบิ้ลแชมป์กับ อินเตอร์มิลาน และจากนั้นก็มีส่วนช่วย ฮอลแลนด์ เข้ารอบชิงฟุตบอลโลกในปีเดียวกัน

ตามมาด้วยในปี 2013 ฟร้องค์ ริเบรี่ ได้ 3 แชมป์กับ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค และในเวลานั้นไม่มีใครจะหยุดความร้อนแรงของปีกชาวฝรั่งเศสได้เลย แต่แล้วเขาก็แห้วรางวัลทรงเกียรติไปอย่างน่าเจ็บปวด

ในเวลานั้น ทั้งสองคนต้องพลาด “บอลทองคำ” โดย สไนเดอร์ ถูก เมสซี่ แย่งไปครอบครอง ส่วน ริเบรี่ โดน โรนัลโด้ ชิงไปหน้าตาเฉย ฉะนั้นในปีนี้ไม่ว่านักเตะทั้งสองคนจะได้บัลลงดอร์หรือไม่ (ตอนนี้เปอร์เซ็นต์ได้แทบริบหรี่) แน่นอนว่าถึงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงแล้ว

3. นักเตะหลายคนพัฒนามากขึ้น
การที่มีความหวังเพิ่มมากขึ้นสำหรับบรรดานักเตะหลายๆ คน ดังนั้นพวกเขาเต็มไปด้วยแรงปรารถนาที่จะพัฒนาฝีเท้า เหตุผลสำคัญก็คือทุกๆ แมตช์ที่นักเตะหลายๆ คนลงสนาม พวกเขาพร้อมทุ่มเทอย่างเต็มที่เพราะรู้ว่าหากทำผลงานได้ดีก็มีความหวังที่จะได้ครอบครองบัลลงดอร์เช่นกัน

มีหลายคนอาจพูดว่าฟุตบอลเป็นกีฬาที่เล่นเป็นทีม และรางวัลส่วนตัวเป็นเพียงส่วนเติมเต็มให้กับนักเตะบางคนเท่านั้น อย่างไรก็ตามสำหรับบัลลงดอร์ ต้องยอมรับว่านี่คือรางวัลทรงเกียรติที่บรรดานักเตะแต่ละคนปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะได้มันมาเคียงข้างกาย

รางวัลนี้จะทำให้นักเตะที่ได้รับถูกเชิดชูว่าเหนือกว่าผู้เล่นคนอื่นๆ ฉะนั้นสำหรับยุคใหม่ที่เตรียมจะมีการผลัดใบจาก เมสซี่ และ โรนัลโด้ แน่นอนว่านักเตะมากมายจะต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อที่พวกเขาจะมีโอกาสได้ได้โอบอุ้มบอลทองคำเอาไว้ในอ้อมแขน

ก่อนหน้านี้ นักเตะหลายคนอาจจะคิดว่าต่อให้พวกเขาทำผลงานได้ดีเลิศประเสิร์ฐศรีแค่ไหนมันก็ไม่มีประโยชน์ เพราะสุดท้ายแล้ว บัลลงดอร์ ก็มักจะตกเป็นของ เมสซี่ กับ โรนัลโด้ แต่ตอนนี้กำลังเข้าสู่ยุคใหม่แล้ว…..

ทำไมถึงเป็นข่าวดี ! เจาะ 5 เหตุผลกรณี เมสซี่-โรนัลโด้ ชวดบัลลงดอร์

2. กองกลางขนานแท้มีลุ้นได้รางวัลนี้
มีหลายเหตุผลที่ว่าทำไม เมสซี่ กับ โรนัลโด้ ได้รางวัลนี้ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำผลงานอย่างยอดเยี่ยม สำหรับ 10 ปีผ่านมาส่วนใหญ่แล้วผู้เล่นกองหน้าหรือแข้ง “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด กับ “เจ้าบุญทุ่ม บาร์เซโลน่า มักจะได้รางวัลทรงเกียรตินี้

กาก้า ซึ่งเล่นให้เอซี มิลาน ในเวลานั้นถูกมองว่าเป็นมนุษย์คนสุดท้ายที่คว้ารางวัลทรงเกียรติ โดยเขาเล่นในตำแหน่งเพลย์เมกเกอร์ และบางครั้งอาจจะไปยืนเป็นหน้าต่ำ อย่างไรก็ตามถ้า ลูก้า โมดริช ได้รางวัลนี้เขาจะเป็นกองกลางขนานแท้ๆ คนแรกนับตั้งแต่ ซีเนดีน ซีดาน ที่เคยได้รับรางวัลทรงเกียรตินี้จากตำแหน่งมิดฟิลด์

ยังไม่หมดแค่นั้นหากเกิดพลิกโผ โมดริช ไม่ได้รางวัลนี้ และกลายเป็น อองตวน กรีซมัน หรือ คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ที่ได้รางวัลไปครอบครอง นั่นก็จะเป็นการยุติการผูกขาดบัลลงดอร์ของ เรอัล มาดริด และ บาร์เซโลน่า ตลอด 9 ปีเพราะ โรนัลโด้ เคยได้รางวัลนี้สมัยที่เล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เมื่อปี 2008

1. การเปลี่ยนแปลงเป็นเรื่องดี
การเกิด, ความตายและการเปลี่ยนแปลงเป็น 3 สิ่งที่แน่นอนซึ่งเกิดขึ้นในชีวิตของมนุษย์

ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีการเปลี่ยนแปลง แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงบางครั้งอาจจะเป็นข่าวร้ายสำหรับบางคน แต่ก็ถือเป็นเรื่องดี เพราะการเปลี่ยนแปลงย่อมทำให้เกิดสิ่งดีๆ ตามมาเสมอ

ช่วง 10 ปีที่ผ่านมา แฟนลูกหนังต้องนั่งมอง เมสซี่ กับ โรนัลโด้ ผลัดกันแจกความสดใสพร้อมกับโอบอุ้มบอลทองคำเอาไว้แนบอกมานานโดยในช่วงแรกๆ ก็น่าตื่นเต้นที่เห็นสองแข้งต่างดาวแย่งชิงความยิ่งใหญ่กัน แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าเป็นอะไรที่น่าเบื่อจริงๆ หรือจะเรียกว่าน่าผิดหวังก็ได้ เพราะบางปีมีนักเตะที่ทำผลงานได้ดีกว่าสองคนนี้ และสมควรได้รางวัลทรงเกียรติมากกว่าด้วยซ้ำ แต่ก็แห้วไปตามระเบียบ

ดังนั้นหาก เมสซี่ กับ โรนัลโด้ ไม่ได้บัลลงดอร์ ในปีนี้ ต้องถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีมากๆ และนี่จะทำให้เกิดแสงสว่างในยุคใหม่ และทำให้แฟนบอล รวมทั้งนักเตะหลายๆ คนเริ่มกลับมาคึกคักอีกครั้ง เพราะโลกนี้ไม่ได้มีแค่นักเตะสองคนนี้อีกต่อไปแล้ว


สนับสนุนข่าวโดย ข่าวฟุตบอลล่าสุด

นอกจากนี้คุณยังอาจต้องการ เพิ่มเติมจากผู้เขียน

ความเห็นถูกปิด แต่trackbacksละ Pingbacks are เปิด