5 เหตุผลที่ “เสือเหลือง” และ “เสือใต้” จะซิวแชมป์ลีกปีนี้ได้

138

เหลือการแข่งขันอีกเพียง 9 นัดเท่านั้นสำหรับศึกบุนเดสลีกาฤดูกาล 2018/19 สถานการณ์ล่าสุดทั้ง “เสือเหลือง” โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ และ “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ต่างก็กำลังทำแต้มได้เท่ากันที่ 57 คะแนน แล้วอะไรที่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ชะตาแชมป์ของทั้งสองสโมสรยักษ์ใหญ่กันล่ะ?

วันนี้เราจะมาวิเคราะห์ให้ดูกันว่าจาก 27 คะแนนที่เหลือ ทีมไหนกันแน่ที่จะคว้าแต้มซิวถาดแชมป์ Meisterschale ได้มากกว่ากัน เริ่มกันที่ดอร์ทมุนด์ก่อนเลย…

    1. ดอร์ทมุนด์มีกัปตันรอยส์

มาร์โค รอยส์ รับหน้าที่สวมปลอกแขนกัปตันนำทัพเสือเหลืองมาตั้งแต่ต้นฤดูกาลล่าสุด ด้วยความหวังจะเป็นผู้ชูถาดแชมป์ลีกในปีนี้และหยุดสถิติแชมป์ต่อเนื่อง 6 ปีของบาเยิร์นให้ได้ กัปตันรอยส์โชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงสุดๆ หลังยิงถึง 14 ประตูและทำอีก 6 แอสซิสต์จากการลงเล่น 21 นัด

เล่นเอาโทมัส เดลานีย์ เพื่อนร่วมทีมต้องออกมากล่าวว่ารอยส์ก็คือเมสซีหรือโรนัลโด้แห่งถ้ำเสือเหลืองดีๆ นี่เอง เขาคือนักเตะที่ทีมขาดไม่ได้ เมื่อนับตามสถิติแล้ว หากกัปตันวัย 29 ปีคนนี้ลงสนาม ดอร์ทมุนด์จะเก็บแต้มเฉลี่ยได้ที่ 2.3 คะแนนและยิงได้เฉลี่ย 2.57 ประตูต่อ 1 เกมบุนเดสลีกา แต่หากไร้เงารอยส์ในสนาม สถิติจะตกลงมาอยู่ที่ 2.0 และ 1.75 ตามลำดับ

นับได้ว่ารอยส์คือผู้สร้างความแตกต่างอย่างแท้จริงและอาจเป็นกุญแจสำคัญที่จะนำถาดแชมป์กลับมาสู่ถ้ำเสือเหลืองได้อีกครั้งหลังจากที่เคยทำได้ครั้งล่าสุดเมื่อปี 2012

2. โปรจ่ายวัยหนุ่ม

ไม่ได้หมายถึงควักกระเป๋าจ่ายเงินนะ แต่หมายถึงการจ่ายบอลให้เพื่อนยิงประตูหรือทำแอสซิสต์นั่นเอง จาดอน ซานโช ทำแอสซิสต์ในฤดูกาลนี้ไปแล้วถึง 10 ครั้ง

เป็นสถิติสูงสุดในบุนเดสลีกาและหากนับทั้งท็อป 5 ลีกในยุโรปแล้ว มีเพียงลีโอเนล เมสซีเท่านั้นที่ทำทางให้เพื่อนได้มากกว่าเขา ยิ่งไปกว่านั้น ซานโชยังยิงไปแล้ว 8 ประตูจากการลงเล่น 25 นัดอีกด้วย

3. ยิงได้จากทุกทิศทุกทาง

แม้ดอร์ทมุนด์จะเสียสถิติทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดในลีกไปแล้ว แต่ก็ยังครองสถิติเป็นทีมที่มีผู้เล่นยิงประตูได้มากที่สุดคือ 18 คนจาก 22 ขุนพลที่ลุยศึกในฤดูกาลนี้ มีเพียงแค่ เออเมอร์ โทปรัค, มาร์เซล ชเมลเซอร์ กับผู้รักษาประตูทั้งสองคนคือ โรมัน เบือร์กี้ และ มาร์วิน ฮิตซ์ ที่ยังทำประตูไม่ได้

ดอร์ทมุนด์มีเกมรุกที่หลากหลายโดยมีผู้ทำประตูตัวหลักของทีมได้แก่สามประสาน รอยส์ อัลกาเซร์ (ยิงไปคนละ 14 ประตู) และ ซานโช (8 ประตู) ในขณะที่บาเยิร์นมีเพียงโรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้คนเดียวเท่านั้นที่ยิงประตูได้เป็นกอบเป็นกำ

4. ภาพจำของเยือร์เก้น คล็อปป์

สิ่งที่ยังติดตาแฟนๆ ดอร์ทมุนด์ก็คือฟอร์มการเล่นที่ร้อนแรงในยุคของคล็อปป์ ซึ่งพาทีมเสือเหลืองคว้าแชมป์ลีกได้สำเร็จในปี 2011 และ 2012 ในตอนนี้ ลูเซียง ฟาฟร์สามารถนำเอาภาพนั้นกลับมาสู่แฟนๆ ได้อีกครั้ง

ตอนนี้พวกเขาทำแต้มได้มากกว่าสมัยคว้าแชมป์ลีกครั้งล่าสุดอยู่ 1 คะแนน (หลังแมตช์เดย์ที่ 25) และแนวทางการเล่นสไตล์บุกอย่างดุดันก็ดูเหมือนครั้งนั้นไม่มีผิด แถมยังยิงประตูรวมไปแล้วถึง 61 ลูก มากกว่าในยุคของคล็อปป์ซะด้วยซ้ำ อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือในฤดูกาล 2010/11 หลังจากผ่านไป 24 นัด ดอร์ทมุนด์พ่ายเพียงแค่ 2 นัดเท่ากับในฤดูกาลนี้เลย ภาพจำมันชัดเจนและฉายแววแชมป์จริงๆ

5. เป้าหมายเดียว

หลังจากตกรอบยูเอฟ่า แชมเปียนส์ลีก และเดเอฟเบ โพคาล เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ดอร์ทมุนด์ก็เหลือแชมป์ลีกให้ลุ้นอยู่เพียงรายการเดียวเท่านั้น จึงมั่นใจได้เลยว่าลูกทีมของฟาฟร์จะทุ่มเทพลังทุกขีดให้กับการแย่งชิงแชมป์บุนเดสลีกาเต็มพิกัดอย่างแน่นอน ต่างกับบาเยิร์นที่เพิ่งจะตกรอบจากศึกยูเอฟ่า แชมเปียนส์ลีกมาหมาดๆ ซึ่งนักเตะกำลังเหนื่อยล้าและเสียขวัญกำลังใจไม่หาย แถมยังมีถ้วยเดเอฟเบ โพคาลให้ไปโฟกัสอีกรายการนึงด้วย

ทีนี้มาดู 5 ข้อของฝ่ายป้องกันแชมป์กันบ้าง…

1. ความมุ่งมั่นของสองปีกจรวด

ในขณะที่ผู้เล่นดอร์ทมุนด์ในทีมปัจจุบันเอาเหรียญแชมป์ลีกมารวมกันได้ 10 เหรียญ แต่ฟรองก์ ริเบรี ปีกจรวดเลือดน้ำหอมเพียงคนเดียวก็มีตั้ง 8 เหรียญเข้าไปแล้ว! และเขามุ่งมั่นอยากสุดๆ ที่จะคว้าเหรียญที่ 9 ให้กับตัวเองให้ได้เพื่อทำสถิติคว้าแชมป์บุนเดสลีกาสูงสุดตลอดกาลแซงหน้าตำนานนักเตะทีมเสือใต้ทั้ง 4 คนคือ โอลิเวอร์ คาห์น ฟิลิปป์ ลาห์ม บาสเตียน ชไวน์ชไตเกอร์ และเมห์เม็ต โชลล์

ส่วนทางกราบขวา อาร์เยน ร็อบเบน ก็ไม่น้อยหน้า เขามุ่งมั่นคว้าแชมป์ลีกสมัยที่ 8 ให้กับตัวเองเช่นกัน

ลองมานับเหรียญแชมป์บุนเดสลีกาของนักเตะบาเยิร์นชุดปัจจุบันกันเล่นๆ ดูบ้าง ดาวิด อาลาบา กับ โทมัส มึลเลอร์ ได้คนละ 7 สมัย เชโรม บัวเต็ง คาบี้ มาร์ติเนซ มานูเอล นอยเออร์ ราฟินญ่า และ เลวานดอฟสกี้ คนละ 6 สมัย รวม 9 คนคว้าไปแล้ว 59 เหรียญถือว่าสูงสุดในบรรดาลีกท็อป 5 ของยุโรปเลยทีเดียว..

2. ฟอร์มเข้าที่

ว่ากันว่าการแข่งขันฟุตบอลลีกก็เหมือนการวิ่งมาราธอน ไม่ใช่การวิ่งระยะสั้น หลังแมตช์เดย์ที่ 15 บาเยิร์นตามหลังดอร์ทมุนด์ถึง 9 แต้ม แต่ก็ลดช่องว่างมาที่ 6 แต้มหลังผ่านครึ่งฤดูกาลแรกไป และแล้วบาเยิร์นก็ระเบิดฟอร์มแชมป์เก่าได้สำเร็จ เมื่อทำผลงานยอดเยี่ยมชนะถึง 7 จาก 8 เกมล่าสุด (แพ้นัดเดียว)

ในขณะที่ดอร์ทมุนด์เอาชนะได้เพียง 4 นัด (เสมอ 3 แพ้ 1) จนทำให้พลพรรคเสือใต้ผงาดกลับขึ้นมานำเป็นจ่าฝูงด้วยผลต่างประตูที่มากกว่า 2 ลูก ตอนนี้คงเรียกได้ว่าบาเยิร์นติดเครื่องเต็มที่จนขุนพลดอร์ทมุนด์เริ่มออกอาการหวั่นๆ แล้วล่ะ

3. ศึกชิงบัลลังก์ที่อัลลิอันซ์ อารีน่า

90 นาทีแห่งศึก “แดร์ คลาสสิกเคอร์” ในวันที่ 6 เมษายนนี้อาจเป็นการตัดสินชะตาแชมป์บุนเดสลีกาเลยก็เป็นได้ โดยดอร์ทมุนด์จะต้องยกทัพไปเยือนถิ่นอัลลิอันซ์ อารีน่า รังเหย้าของบาเยิร์น มิวนิค ในแมตช์เดย์ที่ 28 แม้ในฤดูกาลนี้ บาเยิร์นจะทำผลงานในบ้านได้ไม่สู้ดีนัก

แต่เชื่อเถอะว่าการเล่นในบ้านต่อหน้าแฟนบอลกว่า 75,000 คน แถมถาดแชมป์บุนเดสลีกาที่พวกเขาคุ้นเคยยังอยู่แค่เอื้อมแล้วล่ะก็… พลพรรคเสือใต้คงเล่นด้วยความดุดันกว่าปกติอย่างแน่นอน

ขณะเดียวกันดอร์ทมุนด์นั้นมีสถิติไม่ค่อยดีนักในการมาเยือนแคว้นบาวาเรีย พวกเขาพ่ายให้กับบาเยิร์นใน 4 นัดล่าสุดที่มาเยือนนครมิวนิค เสียถึง 17 ประตู ยิงคืนได้เพียง 3 ลูกเท่านั้น หากไม่นับผลงานในยุคของคล็อปป์ที่พาเสือเหลืองมาชนะ 3 เสมอ 1 แล้วล่ะก็ ระหว่างปี 1993 ถึง 2010 ดอร์ทมุนด์ไม่สามารถเอาชนะบาเยิร์นถึงมิวนิคได้เลยในการพบกันทั้งหมด 18 ครั้ง ศึกครั้งนี้อาจเป็นเกมที่น่าจับตาที่สุดในฤดูกาลนี้เลยทีเดียว

4. ตัวแปร X

ตัวแปร X ในที่นี้ก็คือดาวยิงที่ฉลองการยิงประตูด้วยการทำเครื่องหมาย X เสมอ “โรเบิร์ต เลวานดอฟสกี้” ผู้นำดาวซัลโวสูงสุดคนปัจจุบันคือตัวแปรตัวสำคัญในการคว้าแชมป์ของบาเยิร์น ฤดูกาลนี้เขายิงไปแล้ว 17 ประตู และเพิ่งทำสถิติเป็นนักเตะต่างชาติที่ยิงประตูในบุนเดสลีกาสูงสุดตลอดกาล (197 ประตู)

กัปตันทีมชาติโปแลนด์วัย 30 กะรัตคนนี้คือเครื่องการันตีความสำเร็จของบาเยิร์น เขาสามารถยิงประตูในบุนเดสลีกาได้ถึง 81 เกมซึ่งช่วยให้บาเยิร์นเอาชนะคู่แข่งได้ถึง 75 นัด เสมอ 5 นัดและแพ้เพียงนัดเดียว มีอัตรายิง 1 ประตูในทุกๆ 128 นาที บอกได้เลยว่าในเกมที่เหลืออีก 9 นัด เอาช้างมาฉุดก็ไม่อยู่…

5. นิโก้ โควัช

ความคาดหวังที่กรุงมิวนิคนั้นยิ่งใหญ่ไม่เบา พวกเขาไม่ต้องการเป็นที่สอง “แชมป์เท่านั้น” คือเป้าหมายของเทรนเนอร์ป้ายแดงแห่งถ้ำเสือใต้ แม้จะเริ่มต้นได้อย่างทุลักทุเล

แต่อดีตเทรนเนอร์ “อินทรีแดง-ดำ” ไอน์ทรัค แฟรงค์เฟิร์ตและทีมชาติโครเอเชียก็เริ่มปรับสมดุลย์ในทีมได้ดีขึ้นเรื่อยๆ เขาใช้มิดฟิลด์ตัวรับสองคนช่วยสกรีนการบุกให้กับเซ็นเตอร์ตัวหลักอย่าง นิคลาส ซือเล่อ กองหลังดาวรุ่งวัยเพียง 23 ปี นอกจากนี้ยังได้ ฮาเมส โรดริเกซที่หายเจ็บกลับมาช่วยในเกมรุกอีกด้วย

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจสำหรับบาเยิร์นก็คือ กุญแจในการคว้าแชมป์ของพวกเขาไม่ใช่การถล่มคู่แข่งแบบขาดลอยซึ่งมีให้เห็นในหลายๆ นัดที่ผ่านมา แต่เป็นการเน้นผลการแข่งขันในเกมที่สูสีชี้ชะตากันด้วยประตูสำคัญๆ

ซึ่งพวกเขามักเอาตัวรอดได้เสมอ ในขณะที่ดอร์ทมุนด์เองกลับพลาดท่าทำแต้มหล่นไปหลายต่อหลายครั้ง สิ่งนี้เองที่สร้างความแตกต่างให้กับทีมแชมป์และรองแชมป์ และนี่อาจจะเป็นกุญแจสำคัญในการฉลองแชมป์ลีก 7 สมัยติดต่อกันของพลพรรคบาเยิร์น ณ จตุรัสมาเรียนพลัตซ์ หลังสิ้นสุดฤดูกาลสุดมันส์ในเดือนพฤษภาคมนี้ก็เป็นได้

 

นอกจากนี้คุณยังอาจต้องการ เพิ่มเติมจากผู้เขียน

ความเห็นถูกปิด แต่trackbacksละ Pingbacks are เปิด